เรื่องนี้ ThaiFact วิเคราะห์จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ยังไม่มีหน่วยงานตรวจสอบข่าวปลอมหรือหน่วยงานทางการออกผลยืนยัน ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณและตรวจสอบจากช่องทางทางการก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อ

แก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างเป็นตำรวจหลอกเหยื่อวัย 19 ปีสูญเงินกว่า 8.5 แสนบาท สืบนครบาลเร่งแกะรอยขบวนการ
ข่าวที่แพร่กระจาย
มีการแพร่ข่าวว่าหญิงสาววัย 19 ปีรายหนึ่งตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 โดยคนร้ายโทรศัพท์มาอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทสื่อสารเอกชน แจ้งว่ามีคนนำหมายเลขบัตรประชาชนของเธอไปใช้กระทำความผิด แล้วเชื่อมต่อสายให้กับผู้ชายที่แต่งกายคล้ายตำรวจระดับผู้กำกับ สวมหน้ากากสีขาว จัดฉากด้านหลังให้ดูเหมือนสถานีตำรวจ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือผ่านวิดีโอคอล คนร้ายกล่าวหาว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีและต้องโอนเงินเพื่อตรวจสอบ ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงิน 50,000 บาทในตอนแรก แล้วขอเงินจากมารดาอีก 800,000 บาทเพื่อถอนเป็นเงินสดและนำไปส่งให้ชายชาวจีนที่นัดพบบริเวณด้านหน้าคอนโดมิเนียมในย่านพญาไทช่วงบ่ายของวันเดียวกัน
ผลการตรวจสอบ
ชุดสืบสวน 2 บก.สส.บช.น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ได้เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายและเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณจุดส่งมอบเงิน เส้นทางการเดินทางของชายชาวจีนที่มารับเงินสด ข้อมูลการติดต่อสื่อสาร และเส้นทางการเงิน เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าพฤติการณ์มีลักษณะเป็นขบวนการที่แบ่งหน้าที่กันชัดเจน ตั้งแต่ผู้โทรอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สื่อสาร ผู้สวมบทเป็นตำรวจผ่านวิดีโอคอล ไปจนถึงผู้ทำหน้าที่รับเงินสดจากเหยื่อโดยตรง กรณีนี้สอดคล้องกับรูปแบบการหลอกลวงที่แพร่ระบาดในไทยและหลายประเทศ ซึ่งใช้การสร้างความกลัวให้เหยื่อตัดสินใจเร็วโดยไม่ทันตรวจสอบ ตำรวจยืนยันชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงานไม่มีนโยบายให้ประชาชนโอนเงินหรือส่งมอบเงินสดเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในคดีใดทั้งสิ้น
สรุป
ผู้ที่หลงเชื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในลักษณะนี้มีความเสี่ยงสูญเงินเป็นจำนวนมากและมีโอกาสได้เงินคืนน้อยมาก เนื่องจากขบวนการเหล่านี้ออกแบบมาให้เคลื่อนย้ายเงินออกอย่างรวดเร็ว หากได้รับโทรศัพท์ในลักษณะดังกล่าวให้วางสายทันทีและโทรตรวจสอบกับหน่วยงานที่อ้างถึงโดยตรงผ่านหมายเลขสายด่วนทางการ ไม่ใช่หมายเลขที่ผู้โทรให้มา และหากโอนเงินไปแล้วให้แจ้งธนาคารและแจ้งตำรวจสายด่วน 191 โดยเร็วที่สุดเพื่อเพิ่มโอกาสระงับธุรกรรมและติดตามเงินคืน
ThaiFact ทำหน้าที่เรียบเรียงผลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต้นทาง โดยอ้างอิงเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ความถูกต้องของผลตรวจสอบเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ระบุข้างต้น
บทความนี้วิเคราะห์และเรียบเรียงด้วยระบบ AI ภายใต้กรอบและการกำกับของทีมงาน ThaiFact ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาที่เผยแพร่ (การเปิดเผยการใช้ AI)
พบข้อผิดพลาด? แจ้งแก้ไข · นโยบายการแก้ไขและถอดบทความ · วิธีการทำงาน