ภาพประกอบข่าวหมวดสาธารณสุข
ผลการตรวจสอบข่าวปลอม

โควิด 19 ไม่มีอยู่จริงในรูปของไวรัส แต่เป็นแบคทีเรียที่ได้รับรังสี ทำให้มนุษย์เสียชีวิตจากการแข็งตัวของเลือด

โดย ทีมงาน ThaiFact เรียบเรียงด้วย AI · ทีมงานกำกับ ตรวจสอบเมื่อ 29 พ.ค. 2568 3 แหล่งอ้างอิง อ่าน 39

ข่าวที่แพร่กระจาย

จากที่มีการส่งต่อข้อมูลที่อ้างว่า “โควิด 19 ไม่มีอยู่จริงในรูปของไวรัส แต่เป็นแบคทีเรียที่ได้รับรังสี และทำให้มนุษย์เสียชีวิตจากการแข็งตัวของเลือด” ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดเผยว่า ประเด็นโควิด 19 ไม่มีอยู่จริงในรูปของไวรัส แต่เป็นแบคทีเรียที่ได้รับรังสี นั้น โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากไวรัส SARS-CoV-2 อยู่ในตระกูล Coronaviridae ตระกูลย่อย Orthocoronavirinae มีลักษณะเป็นไวรัสชนิดอาร์เอ็นเอสายเดี่ยวที่มีเยื่อหุ้มไขมันล้อมรอบ  จากที่มีการกล่าวอ้างว่า “โควิด 19 ทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือด” โรคโควิด 19 อาจส่งผลให้เกิดภาวะ “COVID-19-associated coagulopathy (CAC)” เป็นภาวะที่พบได้ในผู้ป่วย COVID-19 ในกลุ่มที่มีอาการรุนแรงหรือวิกฤต ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดลิ่มเลือดทั้งในหลอดเลือดขนาดใหญ่และขนาดเล็ก รวมถึงการอักเสบที่เกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ 

ผลการตรวจสอบ

แอสไพริน (Aspirin) หรือชื่อทางเคมีว่า แอซิติลซาลิไซลิกแอซิด (Acetylsalicylic acid) เป็นยาที่มีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ บรรเทาอาการปวด ลดไข้ และที่สำคัญคือมีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด (antiplatelet) ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการแข็งตัวของเลือด บทความในวารสาร The BMJ ฉบับที่ 373:n14757 ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2021 รายงานผลการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ยาแอสไพรินในผู้ป่วยโควิด-19 พบว่า การใช้แอสไพริน ไม่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยโควิด 19 ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แม้แอสไพรินจะมีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด แต่ผลการศึกษานี้ไม่พบประโยชน์ในแง่ของการลดอัตราการเสียชีวิต และไม่แนะนำให้ใช้แอสไพรินเป็นการรักษามาตรฐานสำหรับผู้ป่วยโควิด 19 ที่เข้ารับการรักษา  อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาใช้แอสไพรินอย่างระมัดระวัง และปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยา และการใช้ยาอาจมีผลข้างเคียงหรือความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล ข้อมูลนี้ปลอม AFNC ตรวจสอบแล้ว

สรุป

จากการตรวจสอบข้อมูลกับแหล่งที่เชื่อถือได้ พบว่าข่าวนี้เป็นข่าวปลอม ไม่มีหลักฐานรองรับ ประชาชนไม่ควรแชร์ต่อ โดยอ้างอิงจากกระทรวงสาธารณสุข, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

ข้อมูลจาก ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม

ไทม์ไลน์การตรวจสอบ
29 พ.ค. 2568 13:34
ระบบตรวจพบข่าวจาก ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม
29 พ.ค. 2568 13:35
ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ตรวจสอบและยืนยันผลแล้ว
29 พ.ค. 2568 13:36
เผยแพร่ผลการตรวจสอบ — ข่าวปลอม
แหล่งอ้างอิง
1
ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม — แหล่งตรวจสอบข้อเท็จจริงต้นทาง
2
กระทรวงสาธารณสุข
3
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
เกี่ยวกับบทความนี้

ThaiFact ทำหน้าที่เรียบเรียงผลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต้นทาง โดยอ้างอิงเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ความถูกต้องของผลตรวจสอบเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ระบุข้างต้น

บทความนี้วิเคราะห์และเรียบเรียงด้วยระบบ AI ภายใต้กรอบและการกำกับของทีมงาน ThaiFact ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาที่เผยแพร่ (การเปิดเผยการใช้ AI)

พบข้อผิดพลาด? แจ้งแก้ไข · นโยบายการแก้ไขและถอดบทความ · วิธีการทำงาน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

10 พฤติกรรมเสี่ยงไตวาย เลิกได้เลิกเลยตอนนี้
บิดเบือน·1 ชม.·Anti Fake News Centerสาธารณสุข
ตำแหน่งที่ปวดท้อง เป็นสัญญาณเตือนของอวัยวะที่มีปัญหา
บิดเบือน·20 ชม.·ภาพโพสต์บนสื่อสังคมสาธารณสุข
5 ลักษณะของ “เล็บ” สามารถบอกโรคที่เราเป็นได้
ข่าวปลอม·2 วัน·สถาบันโรคผิวหนังสาธารณสุข
เปิดสัญญาณที่บอกว่าตับกำลังล้า พร้อม 10 วิธีดูแลตับ ให้แข็งแรง
บิดเบือน·2 วัน·Anti Fake News Centerสาธารณสุข
เวียนหัว เหนื่อยง่าย คืออาการแรกเริ่มของโควิดสายพันธุ์ใหม่ เพราะเชื้อเริ่มโจมตีเยื่อบุลำไส้
บิดเบือน·4 วัน·ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมสาธารณสุข
สูบบุหรี่ในบ้านของตนเอง แต่ควันลอยเข้าบ้านคนอื่น อาจโดนฟ้องร้องได้
ข่าวจริง·5 วัน·Anti Fake News Centerสาธารณสุข