เรื่องนี้ ThaiFact วิเคราะห์จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ยังไม่มีหน่วยงานตรวจสอบข่าวปลอมหรือหน่วยงานทางการออกผลยืนยัน ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณและตรวจสอบจากช่องทางทางการก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อ

ครม. เห็นชอบสูตร CARE คำนวณบำนาญประกันสังคม ไม่ใช่ทุกคนได้เงินเพิ่ม
ข่าวที่แพร่กระจาย
หลังมติ ครม. วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่เห็นชอบหลักการปรับสูตรคำนวณบำนาญประกันสังคมเป็น 'สูตร CARE' มีการแชร์ข้อมูลในโซเชียลมีเดียและกลุ่มผู้ประกันตนอย่างกว้างขวางว่า 'บำนาญจะเพิ่มขึ้นแน่นอน' หรือ 'ทุกคนได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้น' บางกระแสยังระบุด้วยว่าการเปลี่ยนสูตรครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ประกันตนทุกกลุ่มโดยไม่มีข้อยกเว้น ทำให้เกิดความสับสนในหมู่ผู้ประกันตนที่กำลังวางแผนเกษียณว่าตนเองจะได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้นเท่าใดจริง
ผลการตรวจสอบ
จากหลักการที่ ครม. เห็นชอบ สูตร CARE (Career Average Revalued Earnings) เปลี่ยนฐานการคำนวณจาก 'ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย' มาเป็น 'ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดช่วงการทำงานที่ปรับมูลค่าให้เป็นปัจจุบัน' ซึ่งผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับประวัติค่าจ้างของผู้ประกันตนแต่ละคน กลุ่มที่มีประวัติค่าจ้างสม่ำเสมอหรือมีรายได้ในช่วงท้ายลดลงมีโอกาสได้ประโยชน์ แต่กลุ่มที่รายได้ในอดีตต่ำกว่าช่วงท้ายอย่างมากอาจคำนวณได้ต่ำกว่าสูตรเดิม ทั้งนี้มีมาตรการคุ้มครองรองรับ คือ ผู้รับบำนาญอยู่แล้วจะไม่ถูกลดเงิน และผู้ที่จะเกิดสิทธิใน 5 ปีแรกหลังสูตรใหม่มีผลจะได้รับการชดเชยส่วนต่างตามสัดส่วน (100%, 80%, 60%, 40%, 20% ตามลำดับปี) สำคัญคือกฎกระทรวงยังไม่มีผลบังคับใช้ทันที ต้องผ่านการประกาศในราชกิจจานุเบกษาและรอพ้น 180 วันก่อน นอกจากนี้การปรับยังครอบคลุมอัตราส่วนเพิ่มสำหรับผู้ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน จากเดิม 1.5% ต่อ 12 เดือน เป็น 0.125% ต่อเดือน และปรับหลักเกณฑ์เงินบำเหน็จสำหรับผู้ส่งสมทบไม่ถึง 12 เดือนให้ได้รับทั้งส่วนของผู้ประกันตนและนายจ้างด้วย
สรุป
ผู้ประกันตนที่วางแผนเกษียณโดยคาดว่าจะได้บำนาญเพิ่มขึ้นแน่นอนอาจตัดสินใจทางการเงินผิดพลาดได้ เพราะผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับประวัติการส่งเงินสมทบเฉพาะบุคคล แนะนำให้ติดตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาและรอข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคมอย่างเป็นทางการเมื่อกฎกระทรวงมีผลบังคับใช้ จากนั้นสามารถขอตรวจสอบประวัติการส่งเงินสมทบของตนเองผ่านแอปพลิเคชัน SSO Connect หรือสำนักงานประกันสังคมทุกแห่งเพื่อประเมินผลกระทบที่แท้จริงก่อนวางแผนเกษียณ
ThaiFact ทำหน้าที่เรียบเรียงผลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต้นทาง โดยอ้างอิงเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ความถูกต้องของผลตรวจสอบเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ระบุข้างต้น
บทความนี้วิเคราะห์และเรียบเรียงด้วยระบบ AI ภายใต้กรอบและการกำกับของทีมงาน ThaiFact ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาที่เผยแพร่ (การเปิดเผยการใช้ AI)
พบข้อผิดพลาด? แจ้งแก้ไข · นโยบายการแก้ไขและถอดบทความ · วิธีการทำงาน