เรื่องนี้ ThaiFact วิเคราะห์จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ยังไม่มีหน่วยงานตรวจสอบข่าวปลอมหรือหน่วยงานทางการออกผลยืนยัน ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณและตรวจสอบจากช่องทางทางการก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อ

สส.พรรคประชาชนอภิปรายในสภา ตั้งคำถาม กกต. ถึงมติฟ้อง 77 คน คดีโกงสว. น้อยกว่าที่คณะไต่สวนเสนอ
ข่าวที่แพร่กระจาย
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เลขาธิการ กกต. นำเสนอผลการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2567-2568 ครอบคลุมการจัดเลือก สว. เลือกตั้งท้องถิ่น และการจัดสรรเงินอุดหนุนพรรคการเมือง จากนั้น สส. พรรคประชาชนอภิปรายโต้แย้งว่ามติเสียงข้างมากของ กกต. ที่ให้ยื่นฟ้องเพียง 77 คน คดีโกง สว. นั้น น้อยกว่าข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเสนอให้ฟ้อง 229 คนอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมชี้ว่ามีหลักฐานโยงถึงแกนนำพรรคการเมืองหนึ่งที่ กกต. เลือกมองข้าม ระบุว่า กกต. จงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว ได้แก่ ความเป็นขบวนการ ความเชื่อมโยงของแกนนำพรรค และพฤติกรรมปิดบังหลักฐาน ขณะที่ สส. พรรคภูมิใจไทยประท้วงทันทีว่าการอภิปรายนำข้อมูลสำนวนลับออกมาเปิดเผยต่อที่ประชุม
ผลการตรวจสอบ
เหตุการณ์นี้เป็นการประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามปกติ ซึ่งบันทึกการประชุมถือเป็นเอกสารสาธารณะสามารถตรวจสอบได้ ข้อมูลตัวเลขที่ปรากฏในการชี้แจงของเลขาธิการ กกต. ได้แก่ สำนวนยื่นต่อศาล 95 สำนวน สำนวนดำเนินคดีอาญา 198 สำนวน คดีรวม 394 คดีในปี 2567 และคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง 2,541 คำร้องในปี 2568 เป็นตัวเลขที่ กกต. รายงานต่อสภาอย่างเป็นทางการ ส่วนข้อมูลที่ สส. พรรคประชาชนนำมาอภิปราย เช่น จำนวนคนที่คณะไต่สวนเสนอให้ฟ้อง (229 คน) และจำนวนที่ กกต. มีมติฟ้องจริง (77 คน) เป็นข้อมูลที่อยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งยังไม่มีคำตัดสินขั้นสุดท้ายจากศาล การอภิปรายในสภาเป็นการใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบองค์กรอิสระ บทความรายงานทั้งฝ่ายที่โจมตีและฝ่ายที่โต้แย้ง จึงถือว่าสะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงอย่างครบถ้วนพอสมควร
สรุป
การอภิปรายในสภานี้สะท้อนความขัดแย้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกระบวนการวินิจฉัยของ กกต. ในคดีโกง สว. ซึ่งยังอยู่ในชั้นการพิจารณาของศาล ประชาชนควรติดตามผลคำพิพากษาจากศาลซึ่งเป็นการตัดสินขั้นสุดท้าย ไม่ใช่เพียงมติ กกต. หรือคำอภิปรายของฝ่ายการเมือง และควรแยกแยะระหว่างข้อกล่าวหาระหว่างการอภิปรายทางการเมืองกับผลทางกฎหมายที่ยังไม่มีคำตัดสิน เพื่อไม่ให้ตัดสินใจบนข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์
ThaiFact ทำหน้าที่เรียบเรียงผลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต้นทาง โดยอ้างอิงเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ความถูกต้องของผลตรวจสอบเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ระบุข้างต้น
บทความนี้วิเคราะห์และเรียบเรียงด้วยระบบ AI ภายใต้กรอบและการกำกับของทีมงาน ThaiFact ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาที่เผยแพร่ (การเปิดเผยการใช้ AI)
พบข้อผิดพลาด? แจ้งแก้ไข · นโยบายการแก้ไขและถอดบทความ · วิธีการทำงาน