เรื่องนี้ ThaiFact วิเคราะห์จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ยังไม่มีหน่วยงานตรวจสอบข่าวปลอมหรือหน่วยงานทางการออกผลยืนยัน ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณและตรวจสอบจากช่องทางทางการก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อ

ดื่มเครื่องดื่มร้อนจัดเกิน 65°C เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหาร งานวิจัยออกซ์ฟอร์ดศึกษากลุ่มตัวอย่างเกือบล้านคนยืนยัน
ข่าวที่แพร่กระจาย
มีการแชร์ข้อมูลจากงานวิจัยทางการแพทย์ว่า การดื่มเครื่องดื่มร้อนอย่างชาและกาแฟที่มีอุณหภูมิ 65 องศาเซลเซียสขึ้นไปเป็นประจำ สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งหลอดอาหารได้ถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มในอุณหภูมิอุ่น โดยเฉพาะหากดื่มวันละ 6 แก้วขึ้นไป งานวิจัยดังกล่าวมาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและมีกลุ่มตัวอย่างเกือบหนึ่งล้านคน นับเป็นการศึกษาขนาดใหญ่ที่สุดในหัวข้อนี้ ข้อมูลนี้ยังระบุว่าแม้จะใส่นมเพื่อลดอุณหภูมิ เครื่องดื่มก็อาจยังร้อนเกินเกณฑ์ปลอดภัย และแนะนำให้รอ 2-3 นาทีก่อนดื่มเพื่อลดความเสี่ยง
ผลการตรวจสอบ
งานวิจัยที่อ้างถึงนี้ตีพิมพ์ใน International Journal of Cancer ซึ่งเป็นวารสารวิชาการที่ผ่านการทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญ (peer-reviewed) โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กลุ่มตัวอย่างขนาด 977,282 คนถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดที่เคยศึกษาประเด็นนี้ ผลการวิจัยสอดคล้องกับการจัดประเภทของ WHO และ IARC ที่เคยระบุว่าเครื่องดื่มร้อนจัดเป็นสารก่อมะเร็งที่เป็นไปได้กลุ่ม 2A (Probably carcinogenic) ตั้งแต่ปี 2559 กลไกที่อธิบายความเชื่อมโยงนี้คือความร้อนสูงทำลายเนื้อเยื่อบุผิวของหลอดอาหารซ้ำ ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การกลายพันธุ์ของเซลล์ในระยะยาว เนื้อหาข่าวนำเสนอครบรอบด้าน ทั้งตัวเลขความเสี่ยงสัมพัทธ์ (relative risk) และความเสี่ยงสัมบูรณ์ (absolute risk) ที่ยังต่ำ รวมถึงการเน้นว่าการสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่มีน้ำหนักมากกว่า ทำให้ไม่มีการบิดเบือนข้อมูลหรือตัดบริบทออก
สรุป
ผู้ที่ดื่มชาหรือกาแฟร้อนจัดเป็นประจำมีความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารเพิ่มขึ้นจริงตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แม้ความเสี่ยงโดยรวมจะยังต่ำ แต่การป้องกันอย่างง่ายที่ทำได้ทันทีคือรอให้เครื่องดื่มเย็นลงประมาณ 2-3 นาทีก่อนดื่ม หรือตรวจสอบให้แน่ใจว่าสามารถดื่มได้อย่างสบาย ไม่รู้สึกลวกปากหรือคอ สำหรับผู้สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ การลดพฤติกรรมเหล่านั้นจะช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารได้มากกว่าการปรับอุณหภูมิเครื่องดื่มเสียอีก
ThaiFact ทำหน้าที่เรียบเรียงผลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต้นทาง โดยอ้างอิงเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ความถูกต้องของผลตรวจสอบเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ระบุข้างต้น
บทความนี้วิเคราะห์และเรียบเรียงด้วยระบบ AI ภายใต้กรอบและการกำกับของทีมงาน ThaiFact ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาที่เผยแพร่ (การเปิดเผยการใช้ AI)
พบข้อผิดพลาด? แจ้งแก้ไข · นโยบายการแก้ไขและถอดบทความ · วิธีการทำงาน