เรื่องนี้ ThaiFact วิเคราะห์จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ยังไม่มีหน่วยงานตรวจสอบข่าวปลอมหรือหน่วยงานทางการออกผลยืนยัน ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณและตรวจสอบจากช่องทางทางการก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อ

ดีเดย์ 1 พ.ย. กม.ใหม่ ยิง ADs เข้าไทยต้องสแกนหน้า 4 บิ๊กแพลตฟอร์ม เมิน ไม่ชี้แจงความพร้อม
ข่าวที่แพร่กระจาย
มีการเผยแพร่ข้อมูลว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป ผู้ที่ต้องการยิงโฆษณาออนไลน์ให้ผู้ใช้ในประเทศไทยเห็นบนแพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram, LINE, TikTok และ X จะต้องยืนยันตัวตน (KYC) ก่อนทุกครั้ง โดยบุคคลธรรมดาต้องสแกนใบหน้าคู่กับบัตรประชาชนหรือใช้ระบบ Digital ID ส่วนนิติบุคคลหรือชาวต่างชาติต้องใช้หนังสือรับรองจาก DBD หรือหนังสือเดินทาง การยืนยันตัวตนมีอายุ 1 ปีแล้วต้องต่ออายุ และแพลตฟอร์มต้องเก็บข้อมูลไว้อย่างน้อย 90 วันเพื่อการตรวจสอบ มาตรการนี้มีจุดประสงค์เพื่อตัดช่องทางมิจฉาชีพที่ใช้โฆษณาออนไลน์หลอกลวงประชาชน
ผลการตรวจสอบ
กฎหมาย e-KYC สำหรับผู้ลงโฆษณาออนไลน์เป็นมาตรการจริงที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ETDA ภายใต้นโยบายต่อต้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของรัฐบาล นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส. และรองประธาน กมธ.ดีอี ได้ให้ข้อมูลจากการประชุมเมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2569 ว่า แม้หน่วยงานภาครัฐอย่างตำรวจไซเบอร์และ ETDA จะเข้าร่วมครบ แต่แพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดใหญ่ทั้ง 4 ราย ได้แก่ TikTok, LINE, Meta และ Google ไม่เข้าร่วมประชุม มีเพียง LINE เท่านั้นที่ส่งหนังสือแจ้งเหตุขัดข้องและยืนยันว่าพร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ากระทรวงดีอีฯ ได้ยกเลิกกำหนดการแถลงข่าวความร่วมมือกับ Meta ในวันที่ 23 ต.ค. 2569 ซึ่งสะท้อนให้เห็นความซับซ้อนในการผลักดันนโยบายนี้ ข้อมูลทั้งหมดมีความสอดคล้องภายในและมาจากแหล่งที่ระบุตัวตนได้ชัดเจน
สรุป
ผู้ที่ประกอบธุรกิจหรือลงโฆษณาออนไลน์เป็นประจำควรเตรียมเอกสารและระบบยืนยันตัวตนล่วงหน้า เนื่องจากหากไม่ผ่านการยืนยันตัวตนจะไม่สามารถลงโฆษณาได้ตามกฎหมาย ในส่วนของผู้บริโภคทั่วไป กฎหมายนี้ถือเป็นมาตรการที่ดีในการลดโฆษณาหลอกลวง แต่ยังควรตรวจสอบโฆษณาที่น่าสงสัยกับหน่วยงานทางการ เช่น สายด่วน 1441 ของ ETDA หรือเว็บไซต์ของ ETDA (etda.or.th) อยู่เสมอ แม้กฎหมายจะบังคับใช้แล้วก็ตาม
ThaiFact ทำหน้าที่เรียบเรียงผลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต้นทาง โดยอ้างอิงเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ความถูกต้องของผลตรวจสอบเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ระบุข้างต้น
บทความนี้วิเคราะห์และเรียบเรียงด้วยระบบ AI ภายใต้กรอบและการกำกับของทีมงาน ThaiFact ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาที่เผยแพร่ (การเปิดเผยการใช้ AI)
พบข้อผิดพลาด? แจ้งแก้ไข · นโยบายการแก้ไขและถอดบทความ · วิธีการทำงาน