เรื่องนี้ ThaiFact วิเคราะห์จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ยังไม่มีหน่วยงานตรวจสอบข่าวปลอมหรือหน่วยงานทางการออกผลยืนยัน ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณและตรวจสอบจากช่องทางทางการก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อ

ตำรวจไซเบอร์บุกจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกนักศึกษาแพทย์สูญกว่า 6.6 แสน ยึดทรัพย์ 100 ล้าน
ข่าวที่แพร่กระจาย
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้กลวิธีโทรหานักศึกษาชายวัย 19 ปี ที่กำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยชื่อดังในจังหวัดนครปฐม โดยอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ค่ายสัญญาณโทรศัพท์มือถือ แล้วกล่าวหาว่าเหยื่อมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน จากนั้นโอนสายต่อให้บุคคลที่แอบอ้างเป็นตำรวจ สภ.เมืองระนอง และ DSI เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เหยื่อถูกกดดันให้โอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร 5 รายการ รวม 212,989.90 บาท และยังถูกหลอกให้ถอนเงินสดอีก 450,000 บาท นำไปส่งมอบแก่คนร้ายที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าย่านศาลายา จ.นครปฐม รวมความเสียหายทั้งสิ้น 662,989.90 บาท เหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องระหว่างวันที่ 23–25 กันยายน 2569
ผลการตรวจสอบ
ตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินและพบว่าเงินที่เหยื่อโอนถูกส่งต่อผ่านบัญชีบุคคลหลายราย และบางส่วนถูกนำไปซื้อทองคำมูลค่านับล้านบาท นอกจากนี้ยังติดตามเส้นทางเงินสดที่ถูกส่งต่อเป็นทอด ๆ จนพบว่าไปรวมศูนย์อยู่ที่บ้านพักในหมู่บ้านหรูเขตสะพานสูง กทม. เมื่อรวบรวมหลักฐานพอเพียงแล้ว จึงขอหมายค้นจากศาลอาญามีนบุรี (หมายที่ 386/2569 ลงวันที่ 5 ต.ค. 2569) และเข้าจับกุมผู้ต้องหา 3 ราย ได้แก่ชาวจีนวัย 37 ปีทำหน้าที่รับเงิน และแม่บ้านชาวเมียนมาอีก 2 ราย ทำหน้าที่รับ-ส่งเงินสด ตรวจยึดของกลางกว่า 40 รายการ รวมถึงนาฬิกาหรูยี่ห้อดัง เงินสดกว่า 9 แสนบาท และอุปกรณ์สื่อสาร รวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท แจ้งข้อหาหลายฐานทั้งฉ้อโกงประชาชน อั้งยี่ ซ่องโจร และฟอกเงิน การปฏิบัติการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเร่งปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กำหนดเป้านักศึกษาเป็นพิเศษ โดยพบความเสียหายจากกลุ่มนี้แล้วกว่า 200 ล้านบาท
สรุป
หากตกอยู่ในสถานการณ์ที่มีผู้โทรมาอ้างว่าคุณพัวพันคดีฟอกเงินและบีบให้โอนเงินเพื่อ 'พิสูจน์ความบริสุทธิ์' ให้วางสายทันที เพราะเจ้าหน้าที่รัฐที่แท้จริงไม่มีอำนาจสั่งให้ประชาชนโอนเงินหรือส่งเงินสดผ่านช่องทางส่วนตัวเด็ดขาด สามารถตรวจสอบหรือแจ้งเหตุได้ที่สายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 หรือแจ้งความออนไลน์ที่ www.thaipoliceonline.com และควรปรึกษาคนใกล้ชิดก่อนทำธุรกรรมใด ๆ ที่เกิดขึ้นในลักษณะเร่งด่วนหรือสร้างความกดดัน
ThaiFact ทำหน้าที่เรียบเรียงผลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต้นทาง โดยอ้างอิงเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ความถูกต้องของผลตรวจสอบเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ระบุข้างต้น
บทความนี้วิเคราะห์และเรียบเรียงด้วยระบบ AI ภายใต้กรอบและการกำกับของทีมงาน ThaiFact ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาที่เผยแพร่ (การเปิดเผยการใช้ AI)
พบข้อผิดพลาด? แจ้งแก้ไข · นโยบายการแก้ไขและถอดบทความ · วิธีการทำงาน