เรื่องนี้ ThaiFact วิเคราะห์จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ยังไม่มีหน่วยงานตรวจสอบข่าวปลอมหรือหน่วยงานทางการออกผลยืนยัน ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณและตรวจสอบจากช่องทางทางการก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อ

หญิงวัย 20 ปีตาบอดเกือบ 2 เดือน หลังสวมคอนแทคเลนส์อาบน้ำ ติดเชื้อ Acanthamoeba ทำลายกระจกตา
ข่าวที่แพร่กระจาย
ข่าวรายงานว่าหญิงวัย 20 ปี (ตอนเกิดเหตุอายุ 19 ปี) ขณะพำนักอยู่ในสาธารณรัฐโดมินิกัน ติดเชื้อ Acanthamoeba keratitis หรือกระจกตาอักเสบจากเชื้ออะคันทะมีบาจากการสวมคอนแทคเลนส์ขณะอาบน้ำ หลังกลับสหรัฐฯ เธอได้รับการวินิจฉัยผิดในช่วงแรกและได้รับยาหยอดตาสเตียรอยด์ซึ่งทำให้อาการแย่ลงอย่างรวดเร็ว เธอสูญเสียการมองเห็นทั้งหมดภายใน 1 สัปดาห์ และตาบอดอยู่เกือบ 2 เดือน ปัจจุบันตาซ้ายกลับมามองเห็นได้บางส่วน แต่ตาขวายังมีแผลเป็นถาวรบริเวณรูม่านตา เธอเผยแพร่เรื่องราวผ่าน TikTok และ Instagram เพื่อเตือนผู้ใส่คอนแทคเลนส์ให้ระวังการสัมผัสน้ำขณะสวมใส่
ผลการตรวจสอบ
ข้อมูลทางการแพทย์ที่ปรากฏในรายงานสอดคล้องกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยืนยันแล้ว โรค Acanthamoeba keratitis เป็นการติดเชื้อกระจกตาที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวชนิด Acanthamoeba ซึ่งพบได้ในน้ำประปา น้ำในสระว่ายน้ำ ทะเลสาบ และดิน กลไกที่อธิบายว่าคอนแทคเลนส์สร้างรอยถลอกขนาดเล็กบนกระจกตาและกักเชื้อไว้ระหว่างเลนส์กับดวงตาตรงกับความรู้ทางจักษุวิทยาที่เป็นที่ยอมรับ การวินิจฉัยผิดพลาดในระยะแรกเป็นปัญหาที่มีรายงานในวรรณกรรมทางการแพทย์ เนื่องจากอาการของโรคนี้คล้ายกับการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียชนิดอื่น และการใช้ยาสเตียรอยด์โดยไม่ได้รักษาสาเหตุที่แท้จริงอาจทำให้เชื้อแพร่กระจายรวดเร็วขึ้น คุณสมบัติของเชื้อที่อยู่ในรูปซีสต์ทนต่อยาทำให้การรักษากินเวลานานและผลลัพธ์ไม่แน่นอน รายละเอียดทางคลินิกในเรื่องราวนี้จึงมีความสอดคล้องและน่าเชื่อถือในทางการแพทย์
สรุป
ผู้ที่สวมคอนแทคเลนส์แล้วไม่ถอดออกก่อนสัมผัสน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ ว่ายน้ำ หรือล้างหน้า มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นถาวรได้แม้โรคนี้จะพบไม่บ่อย คำแนะนำที่นำไปปฏิบัติได้ทันทีคือถอดคอนแทคเลนส์ออกทุกครั้งก่อนสัมผัสน้ำ และหากมีอาการตาแดง เจ็บตา หรือตาไวต่อแสงผิดปกติหลังสัมผัสน้ำขณะสวมคอนแทคเลนส์ ควรรีบพบจักษุแพทย์และแจ้งประวัติการใส่คอนแทคเลนส์อย่างละเอียดเพื่อหลีกเลี่ยงการวินิจฉัยผิดพลาด
ThaiFact ทำหน้าที่เรียบเรียงผลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต้นทาง โดยอ้างอิงเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ความถูกต้องของผลตรวจสอบเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ระบุข้างต้น
บทความนี้วิเคราะห์และเรียบเรียงด้วยระบบ AI ภายใต้กรอบและการกำกับของทีมงาน ThaiFact ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาที่เผยแพร่ (การเปิดเผยการใช้ AI)
พบข้อผิดพลาด? แจ้งแก้ไข · นโยบายการแก้ไขและถอดบทความ · วิธีการทำงาน