เรื่องนี้ ThaiFact วิเคราะห์จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ยังไม่มีหน่วยงานตรวจสอบข่าวปลอมหรือหน่วยงานทางการออกผลยืนยัน ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณและตรวจสอบจากช่องทางทางการก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อ

แก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็น AIS-ตำรวจ หลอกนักศึกษาและมารดาสูญเงินกว่า 8.5 แสนบาท
ข่าวที่แพร่กระจาย
มีรายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน 2 สืบนครบาล ว่าเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 แก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรหานักศึกษารายหนึ่ง โดยอ้างตัวเป็นพนักงาน AIS แจ้งว่ามีผู้นำเลขบัตรประชาชนของผู้เสียหายไปเปิดเบอร์โทรศัพท์แล้วใช้กระทำความผิด จากนั้นให้ video call คุยกับชายที่อ้างเป็นตำรวจ และแจ้งว่าผู้เสียหายอาจพัวพันคดี ต้องโอนเงิน 50,000 บาทเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เมื่อเงินหมด คนร้ายสั่งให้ขอเงินจากมารดา ซึ่งโอนเพิ่มอีก 800,000 บาท รวมความเสียหายทั้งสิ้นกว่า 850,000 บาท ก่อนถูกสั่งให้ถอนเงินสดไปส่งมอบให้ชายชาวจีนบริเวณหน้าคอนโดมิเนียมย่านพญาไทในช่วงเย็น
ผลการตรวจสอบ
เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน 2 สืบนครบาล เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายในวันที่ 2 กันยายน 2569 และเริ่มรวบรวมพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิดบริเวณเกิดเหตุเพื่อระบุตัวผู้ร่วมขบวนการ รูปแบบการหลอกลวงที่ปรากฏในคดีนี้ตรงกับวิธีการที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้กันแพร่หลาย ได้แก่ การอ้างชื่อบริษัทโทรคมนาคมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ตามด้วยการแอบอ้างเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อข่มขู่ผ่าน video call และการสั่งให้ถอนเงินสดส่งต่อให้คนกลาง ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายไทยเคยเตือนไว้ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สืบนครบาลระบุว่าแก๊งมิจฉาชีพมักพุ่งเป้าไปที่นักเรียนนักศึกษาโดยเฉพาะ โดยอาศัยความไม่รู้กระบวนการทางกฎหมาย และความกลัวว่าจะเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินหรือบัญชีม้ามาเป็นเครื่องมือกดดัน ข้อเท็จจริงในรายงานข่าวไม่พบส่วนที่ขัดแย้งกับข้อมูลสาธารณะที่มีอยู่
สรุป
ผู้ที่เชื่อและปฏิบัติตามคำสั่งของมิจฉาชีพในลักษณะนี้มีความเสี่ยงสูญเงินออมหลายแสนถึงหลักล้านบาทในเวลาอันสั้น เพราะกระบวนการหลอกลวงถูกออกแบบให้เหยื่อตัดสินใจอย่างรีบร้อนภายใต้ความกลัว หากได้รับโทรศัพท์อ้างว่ามีส่วนพัวพันคดีอาญาหรือให้โอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ขอให้วางสายทันทีและโทรยืนยันโดยตรงกับหน่วยงานที่อ้างผ่านหมายเลขทางการที่หาได้จากเว็บไซต์รัฐบาลเท่านั้น ไม่ใช่หมายเลขที่ผู้โทรเข้ามาให้ และสามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วน 1441 (ศูนย์รับแจ้งปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี)
ThaiFact ทำหน้าที่เรียบเรียงผลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต้นทาง โดยอ้างอิงเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ความถูกต้องของผลตรวจสอบเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ระบุข้างต้น
บทความนี้วิเคราะห์และเรียบเรียงด้วยระบบ AI ภายใต้กรอบและการกำกับของทีมงาน ThaiFact ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาที่เผยแพร่ (การเปิดเผยการใช้ AI)
พบข้อผิดพลาด? แจ้งแก้ไข · นโยบายการแก้ไขและถอดบทความ · วิธีการทำงาน