เรื่องนี้ ThaiFact วิเคราะห์จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ยังไม่มีหน่วยงานตรวจสอบข่าวปลอมหรือหน่วยงานทางการออกผลยืนยัน ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณและตรวจสอบจากช่องทางทางการก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อ

“ชัยชนะ”จี้ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอก นศ.ปี 1 สูญ 2.6 ล้าน
ข่าวที่แพร่กระจาย
มีการแพร่กระจายรายงานข่าวว่า นักศึกษาหญิงชั้นปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อ้างว่าบัญชีธนาคารของเธอเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและมีหมายจับ หลังสร้างความหวาดกลัว คนร้ายบังคับให้นักศึกษาหลอกผู้ปกครองต่อโดยปลอมบัญชีไลน์เป็นอาจารย์และอ้างว่าได้รับทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนี ต้องใช้เงินทำวีซ่าและหลักประกัน ยังมีการปลอมเป็นกงสุลเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ผู้ปกครองถึงขั้นหยิบยืมเงินจากเพื่อนและเพื่อนร่วมงาน ก่อนโอนและส่งเงินสดให้คนร้ายที่ขับรถมารับถึงหน้าคอนโดมิเนียมถึง 2 ครั้ง รวมความเสียหายประมาณ 2.6 ล้านบาท
ผลการตรวจสอบ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่าได้รับเรื่องร้องเรียนโดยตรงจากผู้ปกครองของผู้เสียหาย โดยมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความแล้ว 2 ราย รูปแบบกลโกงที่ระบุในข่าวสอดคล้องกับวิธีการที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายไทยและนานาชาติเคยแจ้งเตือนประชาชนมาก่อน ทั้งการอ้างคดีอาชญากรรมเพื่อสร้างความหวาดกลัว และการบังคับเหยื่อให้เป็นเครื่องมือหลอกญาติต่อซึ่งเป็นเทคนิคที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์พัฒนาขึ้นในระยะหลัง ข้อเท็จจริงสำคัญที่น่าสังเกตคือคนร้ายรับเงินทั้งทางโอนและเงินสดโดยเดินทางมารับถึงที่พักผู้เสียหาย ซึ่งแสดงความกล้าและซับซ้อนของปฏิบัติการ ข่าวนี้รายงานคำแถลงของบุคคลสาธารณะที่สามารถรับผิดชอบต่อข้อมูลที่เปิดเผย และมีคดีความที่แจ้งกับตำรวจแล้ว จึงถือว่ามีความน่าเชื่อถือในระดับสูง
สรุป
ผู้ที่หลงเชื่อกลโกงลักษณะนี้มีความเสี่ยงสูญเสียเงินออมทั้งหมด รวมถึงอาจต้องแบกรับหนี้สินจากการกู้ยืม เนื่องจากคนร้ายมักสร้างแรงกดดันและสถานการณ์เร่งด่วนให้ตัดสินใจโอนเงินก่อนที่จะคิดทบทวน หากได้รับโทรศัพท์จากผู้อ้างตัวเป็นตำรวจ อัยการ หรือกงสุล แจ้งว่ามีคดีความหรือหมายจับ ให้วางสายทันทีและโทรยืนยันกับหน่วยงานนั้นโดยตรงผ่านเบอร์ทางการ ไม่ควรโอนเงินหรือถอนเงินสดให้ใครโดยเด็ดขาดก่อนพูดคุยกับคนในครอบครัวแบบพบหน้าหรือผ่านช่องทางที่ไม่เกี่ยวกับผู้โทรเข้ามา และสามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 หรือ บก.ปอท.
ThaiFact ทำหน้าที่เรียบเรียงผลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต้นทาง โดยอ้างอิงเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ความถูกต้องของผลตรวจสอบเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ระบุข้างต้น
บทความนี้วิเคราะห์และเรียบเรียงด้วยระบบ AI ภายใต้กรอบและการกำกับของทีมงาน ThaiFact ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาที่เผยแพร่ (การเปิดเผยการใช้ AI)
พบข้อผิดพลาด? แจ้งแก้ไข · นโยบายการแก้ไขและถอดบทความ · วิธีการทำงาน