เรื่องนี้ ThaiFact วิเคราะห์จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ยังไม่มีหน่วยงานตรวจสอบข่าวปลอมหรือหน่วยงานทางการออกผลยืนยัน ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณและตรวจสอบจากช่องทางทางการก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อ

แก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างตรวจสอบคดี หลอกนักศึกษาสูญเงิน 8 แสนบาท ตำรวจบุกช่วยทันก่อนเสียเพิ่มอีก 1 ล้าน
ข่าวที่แพร่กระจาย
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องพักย่านพญาไท กรุงเทพฯ โดยผู้ปกครองแจ้งว่าบุตรสาวซึ่งเป็นนักศึกษาหญิงอายุ 19 ปี กำลังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงอยู่ภายในห้องพัก กลโกงที่ใช้คือการอ้างว่าเหยื่อได้รับทุนการศึกษาต่างประเทศ แต่พบว่ามีคดีติดตัว จากนั้นโอนสายไปยังคนที่อ้างเป็นตำรวจ ข่มขู่ให้เก็บเป็นความลับและสั่งให้โอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ด้วยความหวาดกลัว เหยื่อโทรหาผู้ปกครองและกุเรื่องขอเงิน ก่อนนำไปส่งมอบให้คนร้ายจนสูญเงินไปแล้วกว่า 800,000 บาท และกำลังจะขอเงินเพิ่มอีก 1 ล้านบาทตามคำสั่งมิจฉาชีพ
ผลการตรวจสอบ
ข้อมูลดังกล่าวมาจากการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการของศูนย์ ACSC ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีนายตำรวจระดับสูงเป็นผู้อำนวยการ รูปแบบกลโกงที่บรรยายไว้สอดคล้องกับที่หน่วยงานต่าง ๆ เคยเตือนมาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การอ้างคดีความ การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และการสั่งโอนเงินพิสูจน์ตัวตน สถิติรายสัปดาห์ที่รายงาน (30 ส.ค.–5 ก.ย. 2569) ระบุว่ามีคดี 5,863 คดี ความเสียหายรวม 241 ล้านบาท โดยคดีประเภทหลอกลวงสินค้าและบริการมีจำนวนสูงสุด 74.2% ขณะที่คดีแอบอ้างบุคคลอื่นสร้างความเสียหายสูงสุดในแง่มูลค่าที่ 28.7% ของความเสียหายทั้งหมด กลุ่มอายุ 21–30 ปีและผู้หญิงยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่ ACSC รายงานมาอย่างต่อเนื่อง ไม่พบองค์ประกอบใดในข่าวที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้
สรุป
หากเชื่อหรือปฏิบัติตามคำสั่งของมิจฉาชีพในลักษณะนี้ ผู้เสียหายอาจสูญเสียเงินจำนวนมากโดยไม่สามารถเรียกคืนได้ เนื่องจากเงินจะถูกโอนผ่านหลายบัญชีในทันที ข้อสังเกตสำคัญคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่แท้จริงไม่มีนโยบายสั่งให้โอนเงินพิสูจน์ความบริสุทธิ์ทางโทรศัพท์ไม่ว่ากรณีใด และไม่สั่งให้เก็บเรื่องเป็นความลับจากครอบครัว หากได้รับสายในลักษณะนี้ ควรวางสายทันทีและโทรแจ้งสายด่วน 1441 (ACSC) หรือสถานีตำรวจใกล้บ้านโดยตรง และแจ้งให้ผู้ปกครองหรือบุคคลที่ไว้วางใจทราบทุกครั้ง
ThaiFact ทำหน้าที่เรียบเรียงผลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต้นทาง โดยอ้างอิงเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ความถูกต้องของผลตรวจสอบเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ระบุข้างต้น
บทความนี้วิเคราะห์และเรียบเรียงด้วยระบบ AI ภายใต้กรอบและการกำกับของทีมงาน ThaiFact ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาที่เผยแพร่ (การเปิดเผยการใช้ AI)
พบข้อผิดพลาด? แจ้งแก้ไข · นโยบายการแก้ไขและถอดบทความ · วิธีการทำงาน