
ข่าวปลอม: อ้างว่า 37 จังหวัดไทยในภาคกลางและภาคอีสานเป็นแผ่นดินกัมพูชา
ข่าวที่แพร่กระจาย
ข่าวที่แพร่กระจายอ้างว่า 37 จังหวัดในประเทศไทยซึ่งครอบคลุมพื้นที่ภาคกลางและภาคอีสาน เป็นแผ่นดินของรัฐกัมพูชา โดยใช้หลักฐานหลายประการ เช่น การที่จังหวัดบางจังหวัดมีชื่อที่มีรากศัพท์จากภาษาเขมร การมีปราสาทหินและโบราณสถานแบบขอมที่กระจายอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว และการที่อาณาจักรขอมโบราณหรือจักรวรรดิอังกอร์เคยมีอิทธิพลครอบคลุมพื้นที่กว้างในภูมิภาค
ผลการตรวจสอบ
ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ตรวจสอบแล้วพบว่าข้อกล่าวอ้างดังกล่าวขาดฐานรากทางประวัติศาสตร์และกฎหมายระหว่างประเทศที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามอธิบายของศูนย์ ความจริงที่ว่าอาณาจักรขอมโบราณหรือจักรวรรดิอังกอร์เคยมีอิทธิพลทางวัฒนธรรม ศาสนา และการเมืองในพื้นที่บางส่วนของประเทศไทยปัจจุบัน ไม่ได้หมายความว่าพื้นที่เหล่านั้นเป็นดินแดนของรัฐกัมพูชาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศในปัจจุบัน เนื่องจากแนวคิดเรื่องรัฐชาติและพรมแดนแบบปัจจุบันเพิ่งเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19–20 เท่านั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าจังหวัดบางจังหวัดมีชื่อที่มีรากศัพท์จากภาษาเขมร ตามคำอธิบายของนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และภาษาศาสตร์ สะท้อนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและภาษาระหว่างชนชาติในอดีตเท่านั้น ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานยืนยันกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนได้ ส่วนปราสาทหินและโบราณสถานแบบขอมที่กระจายอยู่ในประเทศไทยเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงการขยายอิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรมของอารยธรรมขอมในอดีต แต่ไม่ใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนในปัจจุบัน ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระบุว่าไม่พบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ กฎหมายระหว่างประเทศ หรือเอกสารทางการใดที่รับรองข้อกล่าวอ้างว่าดินแดนดังกล่าวเป็นของรัฐกัมพูชา
สรุป
ข่าวที่อ้างว่า 37 จังหวัดของไทยเป็นแผ่นดินของกัมพูชาขาดหลักฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศและประวัติศาสตร์ที่สมควรให้ความเชื่อ การมีอิทธิพลวัฒนธรรมหรือศาสนาในอดีต ชื่อจังหวัดที่มีต้นกำเนิดภาษาเขมร และโบราณสถานแบบขอม ไม่สามารถยืนยันการอ้างสิทธิ์อาณาเขตในปัจจุบันได้ผู้อ่านควรระวังข้อมูลเชิงอุตสาหกรรมที่อ้างสิทธิ์อาณาเขตโดยไม่มีหลักฐานทางกฎหมายที่เป็นทางการ หากต้องการความมั่นใจเพิ่มเติม สามารถตรวจสอบกับกระทรวงการต่างประเทศหรือสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่รักษาอัตลักษณ์และสิทธิ์อาณาเขตของประเทศไทย
ข้อมูลอ้างอิงจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม หน่วยงานภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ThaiFact ทำหน้าที่เรียบเรียงผลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต้นทาง โดยอ้างอิงเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ความถูกต้องของผลตรวจสอบเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ระบุข้างต้น
บทความนี้วิเคราะห์และเรียบเรียงด้วยระบบ AI ภายใต้กรอบและการกำกับของทีมงาน ThaiFact ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาที่เผยแพร่ (การเปิดเผยการใช้ AI)
พบข้อผิดพลาด? แจ้งแก้ไข · นโยบายการแก้ไขและถอดบทความ · วิธีการทำงาน