
ไทยประกาศยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน เหลือ 15-30 วัน
ข่าวที่แพร่กระจาย
มีการกล่าวอ้างว่าประเทศไทยได้ยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่าระยะเวลา 60 วัน และปรับปรุงเป็นมาตรการใหม่ที่แบ่งออกเป็นสองกลุ่มตามสัญชาติ ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ซึ่งอนุญาตให้ผู้ถือหนังสือเดินทางจาก 60 ประเทศและดินแดน (เช่น ออสเตรเลีย เยอรมนี ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และอื่น ๆ) เข้าประเทศไทยเพื่อการท่องเที่ยวได้ไม่เกิน 30 วัน และกลุ่มที่ 2 สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางจากเซเชลส์และมอริเชียส ได้รับสิทธิ 15 วัน มาตรการดังกล่าวใช้ได้กับการเดินทางเข้าประเทศเพื่อการท่องเที่ยว การติดต่อธุรกิจ และการทำงานที่มีความจำเป็นหรือเร่งด่วนบางประเภท โดยมีข้อจำกัดว่าการใช้สิทธิผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองหรือด่านพรมแดนทางบกนั้น อนุญาตให้ใช้ได้ไม่เกิน 2 ครั้งต่อปีปฏิทิน เว้นแต่กรณีของพลเมืองมาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ รวมทั้งประเทศอื่นที่รัฐมนตรีกำหนด
ผลการตรวจสอบ
ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมตรวจสอบแล้วพบว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นจริง โดยเป็นการปรับปรุงมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราของกระทรวงการต่างประเทศและด่านตรวจคนเข้าเมืองของประเทศไทย มาตรการใหม่นี้ได้ปรับปรุงจากเดิมเพื่อให้สัญชาติและวัตถุประสงค์การเดินทางได้สอดคล้องกับแต่ละกลุ่มประเทศมากขึ้น แทนการใช้ระยะเวลา 60 วัน แบบรวมสำหรับทุกประเทศตามเดิม รายละเอียดของประเทศที่ได้รับสิทธิแต่ละกลุ่มตรงกับข้อมูลที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเผยแพร่ โดยแบ่งเป็น 60 ประเทศและดินแดนสำหรับกลุ่มฟรีวีซ่า 30 วัน และ 2 ประเทศสำหรับกลุ่มฟรีวีซ่า 15 วัน ข้อจำกัดเรื่องการใช้สิทธิ 2 ครั้งต่อปีปฏิทิน และการยกเว้นสำหรับประเทศอาเซียนบางประเทศก็เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการดังกล่าว
สรุป
มาตรการฟรีวีซ่าใหม่ของประเทศไทยเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ผู้ที่วางแผนเดินทางเข้าประเทศไทยจากประเทศในรายชื่อที่ระบุควรตรวจสอบข้อมูลละเอียดเพิ่มเติมจากช่องทางทางการ เช่น เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ สถานทูต หรือสถาน领事ของประเทศไทย เนื่องจากอาจมีการเปลี่ยนแปลงมาตรการหรือข้อยกเว้นเพิ่มเติมจากการกำหนดของรัฐมนตรีได้ตามความเหมาะสม ผู้เดินทางควรระวังข้อมูลที่อ้างว่าเป็นการยกเลิกสิทธิต่าง ๆ โดยไม่มีแหล่งที่มาจากหน่วยงานทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม หน่วยงานภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ThaiFact ทำหน้าที่เรียบเรียงผลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต้นทาง โดยอ้างอิงเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ความถูกต้องของผลตรวจสอบเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ระบุข้างต้น
บทความนี้วิเคราะห์และเรียบเรียงด้วยระบบ AI ภายใต้กรอบและการกำกับของทีมงาน ThaiFact ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาที่เผยแพร่ (การเปิดเผยการใช้ AI)
พบข้อผิดพลาด? แจ้งแก้ไข · นโยบายการแก้ไขและถอดบทความ · วิธีการทำงาน