
เตรียมปรับการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา เตือนเฝ้าระวังระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มขึ้น 1.5-2 เมตร
ข่าวที่แพร่กระจาย
มีข้อมูลกระจายเกี่ยวกับการปรับการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา โดยอ้างว่าศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ติดตามสถานการณ์น้ำและพบว่า ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คาดว่าในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 1,000-1,100 ลบ.ม./วินาที รวมกับน้ำจากลำน้ำสาขาประมาณ 60-100 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ประมาณ 1,100-1,200 ลบ.ม./วินาที ข้อความดังกล่าวระบุว่า หากมีการปรับการระบายน้ำในอัตราประมาณ 700-1,000 ลบ.ม./วินาที อาจทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 0.60-1.50 เมตร และระบุพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ เช่น บริเวณลุ่มต่ำในอำเภอเสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ผลการตรวจสอบ
ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมตรวจสอบแล้วพบว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวจริง ตามที่กรมชลประทานเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการบริหารจัดการน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ได้ประเมินสถานการณ์น้ำโดยอาศัยข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ซึ่งติดตามปริมาณน้ำไหลเข้าและประเมินแนวโน้มการไหลของน้ำในช่วงเวลาต่าง ๆ ตัวเลขและการคาดการณ์ที่ระบุในข้อความนั้นสอดคล้องกับข้อมูลที่กรมชลประทานประกาศให้ทราบแก่สาธารณชน โดยกรมชลประทานเป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ในการติดตามและแจ้งเตือนเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำและการปรับการระบายน้ำจากเขื่อนต่าง ๆ กรมชลประทานได้ระบุว่าจะบริหารจัดการน้ำผ่านการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่ง และจะพิจารณาปรับการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมติดตามและแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนอย่างต่อเนื่อง
สรุป
ข้อมูลเกี่ยวกับการเตรียมปรับการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำท้ายเขื่อนเป็นข่าวจริงจากการประเมินสถานการณ์ของกรมชลประทาน ประชาชนในพื้นที่อำเภอเสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ควรเตรียมความพร้อมและติดตามข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำและการแจ้งเตือนจากกรมชลประทาน สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจากช่องทางการสื่อสารของกรมชลประทาน หรือเข้าไปยังเว็บไซต์ที่ทำการติดตามสถานการณ์น้ำ เพื่อให้ทราบข้อมูลล่าสุดและสามารถเตรียมมาตรการป้องกันได้อย่างเหมาะสม
ข้อมูลอ้างอิงจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม หน่วยงานภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ThaiFact ทำหน้าที่เรียบเรียงผลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต้นทาง โดยอ้างอิงเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ความถูกต้องของผลตรวจสอบเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ระบุข้างต้น
บทความนี้วิเคราะห์และเรียบเรียงด้วยระบบ AI ภายใต้กรอบและการกำกับของทีมงาน ThaiFact ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาที่เผยแพร่ (การเปิดเผยการใช้ AI)
พบข้อผิดพลาด? แจ้งแก้ไข · นโยบายการแก้ไขและถอดบทความ · วิธีการทำงาน