
หากทานยา 3 กลุ่มนี้ คู่กับยารักษาไมเกรน นานเกินไปอาจเสี่ยงทำให้นิ้วมือหรือนิ้วเท้าเน่า
ข่าวที่แพร่กระจาย
ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงของการรับประทานยาแก้ไมเกรนชนิด Ergotamine เมื่อใช้ร่วมกับยาบางกลุ่มนั้นแพร่หลายผ่านช่องทางสังคมออนไลน์ โดยข้อมูลดังกล่าวระบุว่า หากผู้รับประทานยา Ergotamine ซึ่งใช้รักษาไมเกรนนานเกินไปหรือใช้ร่วมกับยาในสามกลุ่ม ได้แก่ ยาต้านไวรัส HIV เช่น Ritonavir ยาปฏิชีวนะ เช่น Erythromycin และ Clarithromycin หรือยาฆ่าเชื้อรา เช่น Ketoconazole อาจเสี่ยงต่อการเกิด Ergotism ซึ่งเป็นภาวะพิษจากสารกลุ่มเออร์กอตที่อาจนำไปสู่การเน่าของนิ้วมือและนิ้วเท้า
ผลการตรวจสอบ
ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวและยืนยันว่าเป็นข่าวจริง โดยยืนยันการเกิด Ergotism ซึ่งเป็นภาวะได้รับพิษจากสารกลุ่มเออร์กอต สารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดตัวอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง รวมถึงส่งผลต่อระบบประสาท อาการของ Ergotism แบ่งออกเป็นสองรูปแบบคือ แบบเนื้อร้ายตายเน่า ซึ่งหลอดเลือดส่วนปลายโดยเฉพาะนิ้วมือและนิ้วเท้าหดตัวอย่างหนักจนเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงไม่ได้ ทำให้ปลายมือปลายเท้าชา เย็น เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ และเนื้อเยื่อตาย และแบบชักเกร็งหรือประสาท ที่สารไปกดหรือกระตุ้นระบบประสาท ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุก ชัก ปวดเกร็ง หรือเห็นภาพหลอน โดยสาเหตุหลักของ Ergotism ปัจจุบันมักเกิดจากการรับประทานยา Ergotamine ซึ่งเป็นยาแก้ไมเกรน ร่วมกับยาในสามกลุ่มที่กล่าวข้างต้น ทั้งนี้ยาเหล่านี้อาจเพิ่มความเข้มข้นของ Ergotamine ในร่างกายหรือขัดขวางการขจัดของสารออกจากร่างกาย
สรุป
ข้อมูลที่ระบุว่าการรับประทานยา Ergotamine ร่วมกับยาต้านไวรัส HIV ยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อรานานเกินไปอาจเสี่ยงต่อการเกิด Ergotism นั้นเป็นข่าวจริงตามการยืนยันของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ผู้รับประทานยา Ergotamine ควรติดต่อสอบถามเภสัชกรหรือแพทย์เสมอเมื่อต้องการใช้ยาร่วม โดยเฉพาะยาในสามกลุ่มดังกล่าว เพื่อประเมินความเสี่ยงและหาทางแก้ไขหรือเปลี่ยนยาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรสังเกตอาการเช่นนิ้วมือหรือนิ้วเท้าเย็นหรือชา เปลี่ยนสี หรืออาการชักเกร็งเพื่อแจ้งแพทย์โดยด่วน
ข้อมูลอ้างอิงจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม หน่วยงานภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ThaiFact ทำหน้าที่เรียบเรียงผลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต้นทาง โดยอ้างอิงเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ความถูกต้องของผลตรวจสอบเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ระบุข้างต้น
บทความนี้วิเคราะห์และเรียบเรียงด้วยระบบ AI ภายใต้กรอบและการกำกับของทีมงาน ThaiFact ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาที่เผยแพร่ (การเปิดเผยการใช้ AI)
พบข้อผิดพลาด? แจ้งแก้ไข · นโยบายการแก้ไขและถอดบทความ · วิธีการทำงาน