ภาพประกอบข่าวหมวดสาธารณสุข
ผลการตรวจสอบข่าวจริง

ทุเรียน ลิ้นจี่ มะม่วง ลำไย และกล้วยสุก กินเยอะเสี่ยงเป็นเบาหวาน

โดย ทีมงาน ThaiFact เรียบเรียงด้วย AI · ทีมงานกำกับ ตรวจสอบเมื่อ 13 ก.พ. 2568 1 แหล่งอ้างอิง อ่าน 36

ข่าวที่แพร่กระจาย

ผลไม้เป็นแหล่งสารอาหารธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใยที่ดีต่อสุขภาพ ผลไม้บางชนิดมีน้ำตาลในปริมาณสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคเบาหวานหรือผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การบริโภคผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงเกินไปอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว ทุเรียน ลิ้นจี่ มะม่วง ลำไย และกล้วยสุก ผลไม้ทั้งหมดนี้มีปริมาณน้ำตาลสูงและให้พลังงานมาก หากบริโภคในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานหรือภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน – ทุเรียน มีน้ำตาลถึง 21 กรัมและพลังงาน 163 กิโลแคลอรี สามารถเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคเบาหวานหรือผู้ที่มีน้ำหนักเกิน

ผลการตรวจสอบ

– ลิ้นจี่ มีน้ำตาล 18 กรัมและพลังงาน 71 กิโลแคลอรี ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงได้ หากบริโภคมากเกินไป – มะม่วง อุดมไปด้วยวิตามินและใยอาหาร แต่มีน้ำตาลสูงถึง 15 กรัมและพลังงาน 79 กิโลแคลอรี – ลำไย มีน้ำตาล 18 กรัมและพลังงาน 78 กิโลแคลอรี ต่อ 100 กรัม – กล้วยสุก มีน้ำตาล 22 กรัมและพลังงาน 148 กิโลแคลอรี ในกล้วยมีแป้งจำนวนมาก แป้งจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเมื่อกล้วยสุกเต็มที่ การบริโภคกล้วยสุกมากเกินไปสามารถทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดผันผวนอย่างรวดเร็ว สำหรับผู้ที่มีโรคเบาหวานหรือผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดนั้น การควบคุมการบริโภคผลไม้ จึงเป็นสิ่งสำคัญ การบริโภคผลไม้ร่วมกับอาหารที่อุดมไปด้วยเส้นใย เช่น ธัญพืชหรือผัก จะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การรับประทานผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสม เป็นการรักษาสมดุลทางโภชนาการ ทั้งนี้ ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานหรือมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเพื่อกำหนดปริมาณและประเภทของผลไม้ที่สามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงไม่ใช่อันตราย หากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมและกินควบคู่กับอาหารชนิดอื่นๆ ที่มีเส้นใยและสารอาหารครบถ้วน

สรุป

จากการตรวจสอบข้อมูลกับแหล่งที่เชื่อถือได้ พบว่าข่าวนี้เป็นข่าวจริง มีหลักฐานยืนยันชัดเจน

ข้อมูลจาก ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม

ไทม์ไลน์การตรวจสอบ
13 ก.พ. 2568 10:30
ระบบตรวจพบข่าวจาก ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม
13 ก.พ. 2568 10:31
ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ตรวจสอบและยืนยันผลแล้ว
13 ก.พ. 2568 10:32
เผยแพร่ผลการตรวจสอบ — ยืนยันแล้ว
แหล่งอ้างอิง
1
ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม — แหล่งตรวจสอบข้อเท็จจริงต้นทาง
เกี่ยวกับบทความนี้

ThaiFact ทำหน้าที่เรียบเรียงผลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต้นทาง โดยอ้างอิงเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ความถูกต้องของผลตรวจสอบเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ระบุข้างต้น

บทความนี้วิเคราะห์และเรียบเรียงด้วยระบบ AI ภายใต้กรอบและการกำกับของทีมงาน ThaiFact ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาที่เผยแพร่ (การเปิดเผยการใช้ AI)

พบข้อผิดพลาด? แจ้งแก้ไข · นโยบายการแก้ไขและถอดบทความ · วิธีการทำงาน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

10 พฤติกรรมเสี่ยงไตวาย เลิกได้เลิกเลยตอนนี้
บิดเบือน·49 นาที·Anti Fake News Centerสาธารณสุข
ตำแหน่งที่ปวดท้อง เป็นสัญญาณเตือนของอวัยวะที่มีปัญหา
บิดเบือน·19 ชม.·ภาพโพสต์บนสื่อสังคมสาธารณสุข
5 ลักษณะของ “เล็บ” สามารถบอกโรคที่เราเป็นได้
ข่าวปลอม·2 วัน·สถาบันโรคผิวหนังสาธารณสุข
เปิดสัญญาณที่บอกว่าตับกำลังล้า พร้อม 10 วิธีดูแลตับ ให้แข็งแรง
บิดเบือน·2 วัน·Anti Fake News Centerสาธารณสุข
เวียนหัว เหนื่อยง่าย คืออาการแรกเริ่มของโควิดสายพันธุ์ใหม่ เพราะเชื้อเริ่มโจมตีเยื่อบุลำไส้
บิดเบือน·3 วัน·ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมสาธารณสุข
สูบบุหรี่ในบ้านของตนเอง แต่ควันลอยเข้าบ้านคนอื่น อาจโดนฟ้องร้องได้
ข่าวจริง·4 วัน·Anti Fake News Centerสาธารณสุข