
สารอะฟลาทอกซิน จากเชื้อรา อาหารอาจ ทำให้เกิดมะเร็งตับ กรมอนามัยเตือน
ข่าวที่แพร่กระจาย
กรมอนามัยเตือนเกี่ยวกับสารอะฟลาทอกซิน ซึ่งเป็นสารพิษจากเชื้อราที่มีความทนทานต่อความร้อนสูง การต้ม นึ่ง หรือการปรุงอาหารด้วยวิธีธรรมดาไม่สามารถทำลายสารนี้ได้ สารพิษดังกล่าวมักพบในอาหารแห้งต่างๆ เช่น ถั่ว พริกป่น และอาหารที่เก็บรักษาไม่เหมาะสม หากเสริมสารพิษนี้เข้าไปในร่างกายอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน อาจเกิดการทำลายเซลล์ตับ ส่งผลให้เกิดตับอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับ
ผลการตรวจสอบ
ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวแล้วพบว่าเป็นข่าวจริง โดยสารอะฟลาทอกซิน เป็นสารพิษที่ระบายออกจากเชื้อราบางชนิด (เช่น Aspergillus flavus และ Aspergillus parasiticus) ที่เข้าเปลี่ยนแปลงอาหาร โดยเฉพาะอาหารแห้งที่เก็บรักษาในสภาวะแออบชื้น ร้อน ไม่อากาศถ่ายเท สารนี้มีความเสถียรต่อความร้อนจึงไม่สามารถถูกทำลายได้ด้วยการปรุงอาหารปกติ การกักเก็บสารอะฟลาทอกซินในระยะยาวสามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ตับ ส่งผลให้เกิดการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อการกลายเป็นมะเร็งตับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้คำแนะนำการป้องกันโดยแนะนำให้ผู้บริโภคเลือกซื้ออาหารแห้งที่มีคุณภาพ ไม่มีความชื้น และปราศจากเชื้อรา ตรวจสอบให้แน่ใจว่าบรรจุภัณฑ์สมบูรณ์ เก็บวัตถุดิบในสถานที่แห้ง เย็น และมีการถ่ายเท อากาศที่ดี หากพบว่าอาหารมีกลิ่นหืน รสชาติผิดปกติ หรือเห็นเชื้อราแม้จำนวนน้อย ควรทิ้งสินค้านั้นทั้งหมด ไม่ควรตัดเอาส่วนที่มีราออกแล้วนำส่วนที่เหลือมารับประทาน เนื่องจากสารพิษอาจแพร่กระจายไปในทั่วอาหารแล้ว
สรุป
การสะสมสารอะฟลาทอกซินในร่างกายเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสื่อมสภาพของตับและการเกิดมะเร็งตับในระยะยาว ผู้บริโภคควรให้ความสำคัญกับการเลือกสรรอาหารแห้ง โดยตรวจสอบให้แน่ใจว่าบรรจุภัณฑ์ไม่ชำรุด ไม่มีเชื้อรา และจัดเก็บในสภาวะแห้งเย็น หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับอาหารที่มีลักษณะสงสัย สามารถติดต่อศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมผ่าน LINE @antifakenewscenter เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ทิกต็อก หรืออินสตาแกรม
ข้อมูลอ้างอิงจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม หน่วยงานภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ThaiFact ทำหน้าที่เรียบเรียงผลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต้นทาง โดยอ้างอิงเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ความถูกต้องของผลตรวจสอบเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ระบุข้างต้น
บทความนี้วิเคราะห์และเรียบเรียงด้วยระบบ AI ภายใต้กรอบและการกำกับของทีมงาน ThaiFact ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาที่เผยแพร่ (การเปิดเผยการใช้ AI)
พบข้อผิดพลาด? แจ้งแก้ไข · นโยบายการแก้ไขและถอดบทความ · วิธีการทำงาน