
กรมบัญชีกลาง ปรับหลักเกณฑ์เบิกจ่ายยาแผนไทยตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569
ข่าวที่แพร่กระจาย
กรมบัญชีกลางได้ออกหลักเกณฑ์ใหม่สำหรับการเบิกจ่ายค่ายาแผนไทยและยากลุ่มใช้ภายนอก โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป หลักเกณฑ์นี้มีการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน เช่น กำหนดให้ยาแผนไทยที่เบิกจ่ายใช้เพื่อบำบัดรักษาโรคเท่านั้น แบ่งแยกระหว่างยาแผนไทยสำหรับการรักษาและยาแผนไทยสำหรับสร้างเสริมสุขภาพ โดยแบ่งอนุญาตการเบิกจ่ายแตกต่างกัน นอกจากนี้ ยากลุ่มใช้ภายนอกบรรเบาอาการปวดหรืออักเสบของข้อและกล้ามเนื้อ รวมถึงยา NSAIDs ทุกรูปแบบ ได้มีการกำหนดวงเงินเบิกจ่ายใหม่ คือ ไม่เกินเดือนละ 1 หน่วยบรรจุภัณฑ์ และสั่งจ่ายได้ครั้งละไม่เกิน 3 เดือน
ผลการตรวจสอบ
ตามรายงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ข้อมูลเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ใหม่ของกรมบัญชีกลางในการเบิกจ่ายยาแผนไทยและยากลุ่มใช้ภายนอกนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรเป็นทางเลือกแทนยาแผนปัจจุบัน เพื่อสนับสนุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการพัฒนาเศรษฐกิจสมุนไพรของประเทศ ยาแผนไทยที่อนุญาตให้เบิกจ่ายต้องอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข หรือยาตำรับโรงพยาบาลที่ผ่านการรับรองเท่านั้น ในขณะที่ยาแผนไทยที่มีลักษณะเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง สร้างเสริมสุขภาพ หรือมีลักษณะเป็นอาหารนั้น ไม่อนุญาตให้เบิกจ่าย และสำหรับยากลุ่มภายนอก NSAIDs จะต้องเป็นไปตามข้อบ่งใช้ในบัญชียาหลักแห่งชาติหรือบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรเท่านั้น
สรุป
หลักเกณฑ์ใหม่ของกรมบัญชีกลางนี้มีความสำคัญต่อผู้รับบริการสาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการเบิกจ่ายและข้อจำกัดเกี่ยวกับชนิดของยาที่สามารถเบิกได้ หากท่านเป็นผู้ใช้บริการสาธารณสุขหรือสถานพยาบาลรัฐ ควรติดตามข้อมูลดังกล่าวจากสำนักงานหรือสถานพยาบาลที่ท่านเข้ารับบริการเพื่อให้เข้าใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยเฉพาะในส่วนของการเบิกจ่ายยาแผนไทยและยากลุ่มภายนอกที่มีข้อจำกัดใหม่
ข้อมูลอ้างอิงจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม หน่วยงานภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ThaiFact ทำหน้าที่เรียบเรียงผลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต้นทาง โดยอ้างอิงเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ความถูกต้องของผลตรวจสอบเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ระบุข้างต้น
บทความนี้วิเคราะห์และเรียบเรียงด้วยระบบ AI ภายใต้กรอบและการกำกับของทีมงาน ThaiFact ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาที่เผยแพร่ (การเปิดเผยการใช้ AI)
พบข้อผิดพลาด? แจ้งแก้ไข · นโยบายการแก้ไขและถอดบทความ · วิธีการทำงาน