มีการเผยแพร่รายงานว่า วิกฤตหนี้ครัวเรือนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น โดยครัวเรือนต้องกู้ยืมเงินเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และระบุว่าเศรษฐกิจของภูมิภาคในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนโดยหนี้ครัวเรือนเป็นหลัก ไม่ใช่จากการส่งออก การเติบโตของภาคอุตสาหกรรม หรือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อีกต่อไป
จากการตรวจสอบข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค พบว่าข้อกล่าวอ้างนี้มีทั้งส่วนที่ถูกต้องและส่วนที่บิดเบือนอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนที่เป็นความจริง: ไทยมีหนี้ครัวเรือนสูงถึงประมาณ 86–91% ของ GDP ซึ่งถือเป็นระดับสูงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยและ IMF ยืนยันว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนในหลายประเทศอาเซียนเพิ่มสูงขึ้นหลังวิกฤตโควิด-19 กัมพูชาประสบปัญหาวิกฤตหนี้จากสถาบันการเงินขนาดเล็ก (Microfinance) ที่สร้างภาระหนักให้แก่ครัวเรือนรายได้น้อย ขณะที่ลาวและเมียนมาเผชิญความเปราะบางทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องพึ่งพาการกู้ยืมเพื่อดำรงชีพ ส่วนที่บิดเบือนหรือไม่ครบถ้วน: การอ้างว่าการส่งออกและ FDI ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญขัดแย้งอย่างชัดเจนกับข้อมูลเศรษฐกิจจริง เวียดนามยังคงรักษาอัตราการเติบโตของ GDP ที่ 5–6% ต่อปี โดยมีภาคการส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก อินโดนีเซียมีหนี้ครัวเรือนในระดับต่ำเพียงประมาณ 40% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ คำว่า 'mainland Southeast Asia' ที่ใช้ในบทความยังคลุมเครือและไม่ครอบคลุมความหลากหลายของสภาพเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ World Bank และ ADB ชี้ว่าสถานการณ์หนี้ครัวเรือนมีความแตกต่างกันอย่างมากในระดับประเทศ ข้อสรุปแบบเหมารวมทั้งภูมิภาคจึงไม่สะท้อนความเป็นจริง
ข้อกล่าวอ้างนี้ได้รับการจัดระดับเป็น 'จริงบางส่วน' ปัญหาหนี้ครัวเรือนในบางประเทศอย่างไทยและกัมพูชามีความรุนแรงจริง และเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสนใจ อย่างไรก็ตาม การนำเสนอภาพรวมเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าขับเคลื่อนโดยหนี้ครัวเรือนแทนการส่งออกและ FDI นั้นเป็นการเหมารวมที่ผิดพลาด ผู้อ่านควรพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจรายประเทศจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น World Bank, IMF และ ADB ก่อนสรุปภาพรวมของภูมิภาค
ผลการตรวจสอบนี้วิเคราะห์และเรียบเรียงโดยระบบของ ThaiFact จากแหล่งข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ณ เวลาที่ตรวจสอบ ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและตรวจสอบจากแหล่งอ้างอิงข้างต้นประกอบการตัดสินใจ